28 + 1 = 29

แด่ปีที่ผ่านมา..

จากที่เดิมๆ

ว่าด้วยเรื่องธง

วันก่อน คุยเรื่องธงชาติกับเพื่อน เลยมาบันทึกไว้สักหน่อย

ประเด็นที่คุยคือ ต่างประเทศ เขามีกฏหมายเรื่องธงชาติไหม ถ้าเผาธง ฉีกธง กระทำย่ำยีธง จะมีโทษอะไร อย่างไร ทำไมเราไม่เคยเห็น หรือได้ยินข่าวว่าต่างประเทศเขาโดนจับเวลาเผาธงประท้วงกันบ้าง

เมื่อค้นข้อมูลดู ก็พบว่า ในต่างประเทศนั้น มีกฏหมายเรื่องธงอย่างชัดเจน เช่นในอเมริกา มีการกำหนดเอาไว้ใน United States Code (กฏหมายที่เหนือกว่ากฏหมายของรัฐแต่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ) ในเรื่องข้อกำหนดของธง และการปฏิบัติกับธงของสหรัฐฯ เช่น

  • ธงไม่ควรถูกนำมาใช้ใส่เป็นเสื้อผ้า คลุมโต๊ะ หรือตกแต่งใดๆ การกระทำเช่นนี้ควรใช้ธงทิวซึ่งมีไว้เพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ
  • ไม่ควรแขวนธงในขณะที่ฝนตก หรือสภาพอากาศเลวร้าย ยกเว้นเป็นธงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะให้ทนต่อสภาพอากาศ หรือเป็นการแขวนธงเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ
  • ห้ามเหยียบย่ำบนธง
  • ต้องไม่แขวนธงให้แตะกับสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง และจะต้องแขวนธงให้สามารถปลิวได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม กฏหมายนี้ไม่มีบทลงโทษกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม

ในสหรัฐฯ มีคดีเกี่ยวกับธงที่น่าสนใจ ที่ขอยกมาพูดถึงสักหน่อย

ในปี 1989 Gregory Lee Johnson ถูกจับในเท็กซัสหลังจากที่เขาเผาธงชาติ ด้วยข้อหาทำลายวัตถุเคารพ ศาลตัดสินให้ปรับ $2,000 และจำคุก 1 ปี เขาอุทรณ์แต่ไม่สำเร็จ ศาลสูงสุดเท็กซัสได้เข้ามาดูคดี แล้วกลับคำพิพากษา โดยระบุว่ารัฐไม่สามารถลงโทษที่เขาเผาธงได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้ปกป้องการกระทำนี้ด้วยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่ทางรัฐไม่เห็นด้วย จึงร้องไปที่ศาลฎีกาสูงสุด ซึ่งก็ได้ตัดสินว่าไม่สามารถลงโทษได้

ปี 1989 สภาคองเกรสได้ออกกฏหมาย Flag Protection Act โดยได้มีบทลงโทษปรับและจำคุกกับผู้ที่แสดงความไม่เคารพธงเพื่อตอบโต้ศาล

ต่อมา ในปี 1990 ได้เกิดคดีเผาธงขึ้น ซึ่งศาลฎีกาสูงสุดก็ได้ตัดสินอีกครั้งว่า รัฐบาลไม่สามารถลงโทษผู้ที่เผาธงได้ เนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิการแสดงออก

อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างจากประเทศประเทศหนึ่ง ซึ่งก็มีประเทศอื่นๆ ที่มีความเห็นแตกต่างกันไป เช่น ในเม็กซิโกมีคดีที่ลงโทษเพราะเขียนกลอนหมิ่นธง หรือในซาอุฯ ก็มีการประท้วงฟีฟ่าเพราะพิมพ์ธงชาติไปบนลูกบอล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ตาม พรบ. ธง 2552  หมวด 10 ม. 53 ได้ระบุไว้ตามนี้

ซึ่งหากเทียบเคียงกับกรณีของสหรัฐฯ ก็ต้องยกรัฐธรรมนูญมาประกอบ

The First Amendment

Congress shall make no law respecting an establishment of religion, or prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the government for a redress of grievances.

รัฐธรรมนูญไทย 2550 ม. 45

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้

การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้น ตามวรรคสอง

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้

ก็คงต้องมีการตีความกันว่า การชักธงลงจากเสา เป็นการสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ สิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ของบุคคลอื่น หรือก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือไม่

ถ้าการกระทำนั้นไม่ส่งผลต่อข้อยกเว้นตามวรรคสองนี้ และถ้าตีความว่า การชักธงลง เป็นการกระทำเพื่อแสดงความคิดเห็น ก็น่าจะทำให้ลงโทษตามพรบ. ธงไม่ได้ เพราะจะต้องถูกปกป้องตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับศาลฎีกาสูงสุดของสหรัฐฯ

สลับเสียงออกสำโพง/หูฟัง โดยไม่ต้องสลับสาย

วันนี้ซื้อหูฟังมาใหม่ เอามาเสียบใช้กับคอมพิวเตอร์พีซีเดสท็อป

ใช้ไปเพลินๆ ซักพัก ก็จะถอดหูฟังออก ใช้ลำโพง จึงพบปัญหาว่า จะทำอย่างไรให้เสียงมันออกลำโพง วิธีปกติคือ ดึงสายหูฟังออกจากเครื่อง พอมันรู้ตัว เสียงก็จะออกลำโพงตามเดิม แต่จะให้ทำอย่างนี้ทุกครั้งก็ไม่ไหว (ขี้เกีัยจ) จึงต้องหาวิธีที่ง่ายกว่ามาใช้

หลังจากค้นวิธีอยู่ซักพัก ก็พบว่า การ์ดเสียงที่ใช้อยู่ (ออนบอร์ด) มีคุณสมบัติแยกเสียงสำหรับรูเสียบด้านหน้าและหลังอิสระจากกัน นั่นก็คือ แทนที่จะต้องเลือกให้เสียงออกรูข้างหลัง (ลำโพง) หรือรูข้างหน้า (หูฟัง) โดยอัตโนมัติ ก็ตั้งให้เป็นให้เราเลือกได้เอง ว่าเสียงไหน จะออกรูไหน!

วิธีการคือ อย่างแรก ต้องใช้ชิปของ Realtek ซึ่งจะมีโปรแกรม Realtek HD Audio Manager มาด้วย เปิดโปรแกรมนี้ออกมา

ในขณะที่เสียบหูฟังอยู่ หน้าตาโปรแกรมจะออกมาประมาณนี้

Digital Output ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ปล่อยพวก audiophile เค้ายุ่งไป, มาดูที่ Speakers จะเห็นว่า มันแสดงรูปแบบการต่อของหูฟังอยู่ ให้กด Device advanced settings มุมขวาบน จะได้หน้าต่างนี้

่ส่วนของ Playback Device ให้เลือก Make front and rear output devices playback two different audio streams simultaneously. แล้วกด OK

หน้าตาของโปรแกรม จะมีแท็บเพิ่มขึ้นมา เป็นแบบนี้

แท็บ Speakers จะหลับกลายเป็นรูปแบบการต่อลำโพงผ่านรูด้านหลัง ส่วนรูปแบบการต่อหูฟัง จะย้ายไปอยู่ที่ HD Audio 2nd output แทน

ลองดูที่ Volume Mixer ก็จะเห็นว่า เรามีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชิ้นจริงๆ ด้วย

ส่วนวิธีที่จะกำหนดว่า ให้เสียงออกหูฟังหรือลำโพงนั้น จะใช้วิธีเซ็ตค่าอุปกรณ์ดีฟอลต์ วิธีคือ คลิกขวาที่ไอคอนลำโพงของวินโดวส์ แล้วเลือก Playback Devices เพื่อเปิดหน้าต่างนี้ขึ้นมา

ถ้าเราอยากให้เสียงออกทางไหน ก็ให้เลือกอุปกรณ์ตัวนั้น แล้วกด Set Default ก็จะมีเครื่องหมายถูกสีเขียวขึ้น แล้วเสียงก็จะออกทางนั้น (ในรูปคือออกหูฟัง)

ข้อยกเว้นคือ ในบางโปรแกรม ที่เราไปเซ็ตให้เสียงมันออกไปที่อุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่อุปกรณ์ดีฟอลท์ของวินโดวส์ (ในโปรแกรมบางครั้งจะเรียกว่า Primary device) มันก็จะยังไปออกที่เดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนตามดีฟอลท์ที่เราตั้งให้ วิธีแก้ ก็ไปตั้งให้มันใช้ดีฟอลท์ซะ

ถ้าอยากจะเล่นท่ายาก เช่น มีสองจอ แล้วมีเพื่อนมาหา อยากดูหนังคนละเรื่องพร้อมกัน ก็เซ็ตให้หนังออกคนละจอ เสียงออกคนละรู .. อะไรทำนองนั้น (จะทำไปเพื่ออะไร? ฮ่าๆ)

ลูกชิ้นเอ็มเค

เมื่อวานไปกินเอ็มเคมาครับ สาขาเซ็นทรัลพระรามเก้า

สั่งอาหารมาปกติ พออาหารมา ก็เอาลงหม้อ ขณะที่กำลังเขี่ยๆ สิ่งต่างๆ ก็เห็นสิ่งแปลกปลอม มันคือ “ลูกชิ้น”

ลูกชิ้นถาดนี้ มันมีสะเก็ดๆ สีส้มๆ กระจายอยู่ทั่ว

ผมก็ตกใจ เฮ๊ย นี่มันลูกชิ้นกุ้งหนิ (ผมไม่กินกุ้งครับ) เพื่อนที่ไปด้วยก็บอก ไม่ใช่ๆ ไม่ได้สั่งลูกชิ้นกุ้งไป อันนี้เป็นอีกอันไง ที่มีแครอท อ๋ออ ก็จริงแฮะ คือที่เอ็มเคมันมีลูกชิ้นเอ็มเค ซึ่งเป็นลูกชิ้นหมูผสมแครอท แห้ว อะไรงี้

โอเค ก็ไม่น่าใช่ลูกชิ้นกุ้งแหละ เพราะมากินเอ็มเค ไม่เคยสั่งเลย แล้วตอนทวนออเดอร์เราก็ฟังทุกรายการ ไม่มีลูกชิ้นกุ้ง มันจะมีมาได้ยังไง

ก็ กินๆ กันไป.. หยิบลูกชิ้นมากิน.. ใส่เข้าปาก

ใช่เลยครับ.. สัมผัสถึง texture ของกุ้งเต็มๆ

เพื่อความชัวร์ หยิบบิลมาดู มันเขียนว่า “ลูกชิ้นหมู” … เอาละไง

เลยเรียกผจก. มาถาม ว่าไอ้ลูกชิ้นเนี่ย มันคืออะไร

ก็ได้รับคำตอบว่า สิ่งที่ลอยอยู่ในหม้อนั้นคือ คือ “ลูกชิ้นกุ้ง”

จึงได้อธิบายเค้าไปว่า รายการอาหารมาผิดนะ

แล้วมันไม่ใช้เรื่องเล็กน้อย ถึงกับคอขาดบาดตายกันเลยทีเดียว

แต่โอเค ครั้งนี้โชคดี เพราะผมไม่ได้เป็นคนแพ้รุนแรง และก็พกยาติดตัวอยู่แล้ว

เค้าก็หยิบบิลไปเช็ครายการ เมื่อเห็นว่ารายการผิดจริงๆ ก็ขอโทษ แล้วถามว่า ต้องการให้เปลี่ยนไหม ก็บอกไปว่า ไม่เป็นไร เพราะลงหม้อไปแล้ว เดี๋ยวให้ก็เพื่อนกินไป เค้าก็ถามต่อว่า แล้วรับลูกชิ้นหมูเพิ่มอีกไหม ก็บอกไปว่าไม่ต้องแล้ว เพราะเดี่ยวจะเยอะ อิ่มเกินไป

ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก แค่อยากคอมเพลนให้เค้ารับทราบและระมัดระวังมากขึ้น เพราะลูกค้าบางท่านที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร อันตรายกับเขาหรือไม่

ซึ่งก็เข้าใจว่าผมก็ประมาทเกินไป เพราะเข้าร้านนี้บ่อย ปกติแล้ว เวลาไปร้านไหน ถ้าไม่คุ้น จะต้องถามตลอดว่าเมนูนี้ใส่อะไรบ้าง โดยเฉพาะเมนูเสี่ยง เช่น ติ่มซำ (ที่ผมแทบจะกินอะไรไม่ได้เลย นอกจากซาลาเปาหมูแดง กับเผือกทอด) หรือกระเพาะปลาที่บางร้านใส่เนื้อปูผสมลงในน้ำเลย รวมถึงของห่อๆ ทั้งหลาย อย่างปอเปี๊ยะ ที่ต้องถามตลอดว่า ส่วนผสมในไส้มีอะไรบ้าง

บางคนที่มีเพื่อนแพ้อาหาร ก็ต้องเข้าใจเขาหน่อยนะครับ คือเราก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนเรื่องมาก นู้นกินไม่ได้ นี่กินไม่ได้ คือเราก็ไม่ได้อยากเป็น แต่มันเป็นเองอะ

แล้วก็ ข้อสำคัญคือ ถ้าเรารู้ว่าอาหารอันไหน มีส่วนผสมที่อันตรายอยู่ กรุณา อย่าเขี่ยออกแล้วเอามาให้กินนะครับ

คือถ้าไม่ได้ใส่มาแต่แรกแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าใส่ไปแล้วอย่าเขี่ยออกแล้วเอามาให้กิน โดยคิดว่า ก็เอาออกไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอก เพราะหลายครั้ง มันปนเปื้อนไปแล้ว ถึงจะเอาสิ่งนั้นออกไป ก็ยังแพ้อยู่ครับ ฉะนั้น เวลาสั่งกุ้งอบวุ้นเส้นมา แล้วบอก เดี่ยวชั้นกินกุ้งนะ แกก็กินวุ้นเส้นไป .. อันนี้ผิด ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

แต่ก็มีเรื่องตินิดนึง คือ.. พอจ่ายค่าอาหารแล้ว พบว่า เค้าเอาบิลไปแก้จากลูกชิ้นหมู เป็นลูกชิ้นกุ้งด้วย (ราคาเพิ่มขึ้นนิดหน่อย) คือแบบ อาหารก็มาผิด อุตส่าคอมเพลนให้ปรับปรุง ยังมาเก้บตังชั้นอีก -*-

Hope that there’s no disaster until next year…

Hope that there’s no disaster until next year…

Gravity หนังที่เมื่อได้ดูตัวอย่างจบ ก็ได้แต่อึ้ง ทึ่ง สงสัย

ความคิดก่อนได้ดู

ก่อนได้ดูหนังเรื่องนี้ ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวอย่าง ก็ได้แต่มีคำถามเกิดขึ้นว่า หนังเรื่องนี้มันคืออะไร เนื้อเรื่องคือยังไง เพราะตัวอย่างไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเท่าไหร่เลย มีเพียงใจความหลักว่า “แซนดร้า บูลล็อคออกไปนอกโลก ยานระเบิดแล้วเธอก็ลอยเคว้งอยู่ในอวกาศ”

ณ ช่วงเวลานั้น ผมนึกถึงหนังแนวๆ นี้ เช่น Event Horizon, Sunshine และ Mission to Mars (ซึ่งแม้ว่าหนังอวกาศพวกนี้เป็นหนังที่ดูสนุกดี แต่ก็ค่อนข้างจะขัดใจผมในช่วงเฉลยของเรื่องที่ผมไม่ค่อยจะอินกับปรัชญาของหนังเท่าไหร่)

และพลางคิดไปว่า มันก็คงเหมือนๆ กับหนังพวกนี้นั่นแหละ ผสมๆ กับ 127 Hours หรือ World Trade Center (คงต้องออกมาน่าเบื่อแหงๆ ถ้าหนังออกมาแบบว่าเจ๊ล่องลอยไปเรื่อยๆ แล้วก็เล่าเรื่องชีวิตวัยเด็กให้จอร์จ คลูนีย์ฟัง จนวิทยุแบตหมดแล้วก็จบ – ในใจคิด)

แต่เมื่อ Gravity เข้าฉาย ผลตอบรับกลับออกมาดีมาก ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่ว่า หนังมันคงต้องมีอะไรดี ไม่เช่นนั้น คะแนนรีวิวทั้งจาก IMDB หรือเว็บมะเขือเน่าจะพุ่งสูงไปอย่างนั้นได้อย่างไร จึงต้องพิสูจน์ด้วยการเข้าโรงไปดูด้วยตัวเอง

เมื่อไปดูเรียบร้อยแล้ว

หนังจบด้วยความรู้สึกว่า เหยดดด… สนุกมาก เฮ๊ย คิดได้ไงทำออกมาแบบนี้

ตัวเรื่องของหนัง คือหนังแนว Survivor ซึ่งคนดูหนังบางคนก็อาจจะคิดว่า หนังแนวนี้มันจะมีอะไรมากมาย ก็แค่

  1. ทำอะไรซักอย่างให้ตัวละครถูกตัดขาด
  2. สร้างดราม่าของตัวละคร (คือต้องให้คนดูรู้สึกว่าตัวละครสมควรรอด)
  3. หาความหวังให้ตัวละครมีทางรอด ทางหนี
  4. ใส่อุปสรรคเข้ามา อย่าให้ทางรอดมันง่ายเกินไป ภัยธรรมชาติ, โรค, สัตว์ประหลาด, เอเลี่ยน ฯลฯ
  5. อาจจะให้ตัวละครสิ้นหวังซักหน่อย แล้วก็เกิดจุดหักเห เนรมิตความอัจฉริยะหรือตัวช่วยขึ้นมา
  6. ไม่รอดก็ตาย จบ (ถ้ารอด คนดูก็จะ.. ว่าแล้วมันต้องรอด ก็เป็นพระเอกหนิ, ถ้าตาย ก็ ให้ลุ้นอยู่ได้ตั้งนาน สุดท้ายก็ตาย)

ก็ถูกครับ หนังมันต้องมีองค์ประกอบ แต่ความสนุกของเรื่องคือ ขั้นตอนการเล่าเรื่อง ความสมจริงของการแสดง บุคลิกของตัวละคร สุดท้ายคือ ตัว “อุปสรรค” และ “ทางรอด”

สำหรับหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมชอบคือ

  1. ภาพสวย แบบว่า สวยมากครับ ทั้งอวกาศที่มีดวงดาวเต็มไปหมด ทั้งโลกที่มองเห็นจากอวกาศ เมื่อรวมเข้ากับระบบสามมิติและมุมมองบางช่วงที่เป็นมุมมองแบบบุคคลที่หนึ่ง ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนเราได้เข้าไปเดินเคว้งอยู่ในอวกาศจริงๆ นอกจากนี้ ฉากไร้น้ำหนัก (แทบทั้งเรื่อง) ยังดูให้อารมณ์ล่องลอยได้แบบ ฟินมากๆ
  2. เนื้อเรื่องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องมีทฤษฎีปูทางให้ทำความเข้าใจหรือต้องจินตนาการอะไร ไม่มีเงื่อนไขที่หลุดโลกให้สงสัย (ถึงแม้บางอย่างจะขัดกับความจริงไปบ้าง) ทำให้ไม่ต้องมีตัวละครที่เป็นเนิร์ดเทพมาคอยอธิบายหลักการนู้นนี่นั่นตลอดเวลา ส่งผลให้เนื้อเรื่องดูเข้าใจง่าย น่าเชื่อถือและเกิดขึ้นได้จริง จนอาจทำให้ใครบางคนมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ หรืออยากไปท่องอวกาศขึ้นมาจริงๆ
  3. ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครๆ จะบิน (ไปอวกาศ) ได้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า 99.999% ของคนที่ดูหนังเรื่องนี้ ไม่เคยไปอวกาศ และคนส่วนมากก็คงไม่ใช่ geek ในเรื่องอวกาศนัก เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้เลยว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น ตัวละครจะต้องไปทำอะไร ทำแล้วจะเกิดอุปสรรคอะไร แล้วจะแก้ไขอย่างไร ถ้าเทียบกับหนังแนวเดียวกันแต่เป็นในป่า เราก็คงจะเดากันได้ว่า เดี๋ยวเสือก็มากิน ไม่ก็โดนแมงมุมหรืองูกัด ทำให้มีเงื่อนเวลามาบีบคั้น แล้วก็ไปเจอสมุนไพรวิเศษซักอย่างช่วยนางเอกให้รอดตายปาฏิหาริย์ ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่กับหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ว่าชุดอวกาศมันมีฟังก์ชันอะไรบ้าง เวลาอยู่ในอวกาศเค้าเคลื่อนที่อย่างไร ในยานควบคุมอย่างไร มีอุปกรณ์อะไรบ้าง ทำให้เราลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ตัวละครจะหยิบ หรือเลือกอะไรมาใช้แก้ปัญหาแต่ละอย่าง
  4. ไม่ต้องดราม่าน้ำตาตก ในขณะที่หนังบางเรื่อง ต้องใช้พ่อแม่ลูก แฟน คนรัก (เช่น Armageddon) เพื่อให้เราเห็นใจตัวละครว่าต้องรอดนะ อย่าตายนะ ซึ้งนะ ผิดกับหนังเรื่องนี้ ที่ใช้เพียงตัวละครตัวนั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เราเอาใจช่วยได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครมีค่าขึ้นมา โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ จากภายนอก

ผมว่า 4 ข้อนี้ ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะบอกได้ว่า หนังเรื่องนี้ ดี และมีคุณค่ามากแค่ไหน นอกเหนือไปจากเทคนิคการถ่ายทำ ที่หลังจากนี้คงจะมีทยอยปล่อยออกมาให้ชื่นชมว่า แต่ละฉากที่ดูสวยสมจริงเหล่านั้น เค้าทำกันได้อย่างไร

แต่มีข้อดีก็ต้องมีจุดด้อยบ้าง หนังเรื่องนี้ อาจจะดูน่าเบื่อไปบ้าง สำหรับคนที่หวังว่าจะเข้าไปดูฉากเอฟเฟ็คระเบิดตูมตาม หรือแอคชั่นวิ่งหนี/สู้เอเลี่ยน (นี่ไม่ใช่หนังไมเคิล เบย์ หรือเจมส์ คาเมรอน) อีกอย่างคือ จุดที่เป็นจุดหักเหของเรื่องดูแบบ.. เฮ๊ย เอางี้เลยเราะ (ต้องไปดูเอาเอง)

สำหรับผมแล้ว ให้ 9/10 ครับ

A long time ago in a galaxy far, far away….

ทดสอบอัพไฟล์ RAW ขึ้น Google

ภาพตัวอย่างเป็นไฟล์ ARW จากกล้อง SLT-A65

ถ่ายที่ f/9, 1/400, ISO 100, Auto-WB

รูปบน Google+: https://plus.google.com/photos/116383957313013246631/albums/5928384609329431265?authkey=CNS7oOnd35a2EA

ซื้อที่เปิดขวดไวน์มาใหม่…